The 4th Kind
International November 13th, 2009The 4th Kind
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ”
ปีค.ศ. 1972 ครั้งแรกที่มีการบันทึกสิ่งมีชีวิต
ปริศนาจากนอกโลกเอาไว้ได้
ระดับสี่ “การลักพาตัว” คือ ระดับที่มีการถูกบันทึกเอาไว้
ได้น้อยที่สุด… จนกระทั่งบัดนี้

สัญชาติ: อเมริกัน
ประเภท: ทริลเลอร์ / ลึกลับ
อำนวยการสร้าง: โจ คาร์นาฮาน (Smokin’ Aces, Narc)
กำกับ: โอลาทุนเด้ โอซุนซานมี่ (WIthIN, Etat)
เขียนบท: โอลาทุนเด้ โอซุนซานมี่ (WIthIN, Etat)
นำแสดง:
- มิลล่า โจโววิช (Resident Evil Trilogy, Ultraviolet)
- เอเลียส โกทีส (Shooter, Zodiac)
- วิล แพ็ตตัน (The Punisher, Armageddon)
กำหนดฉาย: 26 พฤศจิกายน 2552
จัดจำหน่าย: มงคลเมเจอร์

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้อ้างอิงมาจากความจริงอันน่าลี้ลับ
และยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้จนถึงทุกวันนี้
มันเกี่ยวข้องกับการหายตัวของผู้คนจำนวนมากในระยะเวลากว่า 40 ปี
โดย แอ็บบี้ (มิลล่า โจโววิช) คือนักสืบที่เดินทางมายังเมืองเล็กๆ
แห่งหนึ่งในรัฐอลาสก้า เธอถูกส่งมาสืบสวนเรื่องการหายตัวของผู้คนในแถบนั้น
ซึ่งยิ่งเธอถลำลึกลงไปในเรื่องนี้มากขึ้นเท่าไร
เธอก็ได้ล่วงรู้ถึงการปกปิดของหน่วยงานรัฐ
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกมากขึ้นเท่านั้น

เกร็ดน่ารู้
- นี้เป็นครั้งแรก ที่ มิลล่า โจโววิช นำแสดงในภาพยนตร์แนวสวบสวน
ในเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ โดยเธอเคยโด่งดังมาจากภาพยนตร์ในแนวแอ็คชั่น - เช่น The Fifth Element และ Resident Evil ทั้งสามภาค
แม้นี้อาจจะผลงานการกำกับหนังใหญ่ครั้งแรกของ โอลาทุนเด้ โอซุนซานมี่ - แต่เขาเคยเป็นผู้ช่วยของผู้กำกับ/คนเขียนบทดาวรุ่งอย่าง โจ คาร์นาฮาน
ที่เคยมีผลงานสุดเข้มข้นมาแล้วเช่น Smokin’ Aces, Narc และ Pride and Glory - โอซุนซานมี่ ได้เล่าถึงความเป็นมาว่า เขาเกิดมีความคิดและไอเดีย
- ที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ในระหว่างที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของ
โจ คาร์นาฮาน ในเรื่อง Smokin’ Aces

จุดกำเนิดของการเดินทางเพื่อตีแผ่เรื่องราว The Fourth Kind
เดือนตุลาคม ปี 2004 ผู้กำกับ โอลาทุนเด้ โอซุนซานมี่
ได้ทำการปิดกล้องภาพยนร์เรื่อง The Cavern
และมุ่งหน้าไปยังรัฐนอร์ธ แคโรไลน่า สำหรับการทำโพสโปรดักชั่น
ซึ่งก็ทำให้เขามีโอกาสทำความรู้จักกับเหตุการณ์พิศวง
ที่จะถูกนำมาเล่าในภาพยนตร์เรื่องล่าสุด The Fourth Kind

เพื่อนร่วมอาชีพของเขาเล่าว่า มีนักจิตวิทยาสาวคนหนึ่ง
อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆอันห่างไกลในแถบทะเลเบอร์ริง
ซึ่งอยู่ในเขตรัฐอลาสก้า เธอทำการศึกษาปัญหาอาการ
นอนไม่หลับของคนไข้ ซึ่งภายหลังก็ทำให้เธอได้พบ
ข้อมูลที่น่าสะพรึงกลัว สิ่งที่ โอซุนซานมี่ ได้ยินทำให้เขารู้สึกสนใจ
โดยเฉพาะการที่มันมีหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ
เขาจึงตัดสินใจออกตามหาจิตแพทย์สาวคนนั้นจนพบ
ซึ่งถึงแม้ว่าเธอจะเกิดอาการลังเลในตอนแรก
สุดท้ายแล้วเธอก็ยอมเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมด

ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2000 กลุ่มคนไข้ของจิตแพทย์สาวคนนี้
ได้รับการบำบัดโดยการสะกดจิตลึก ซึ่งปฏิกริยาตอบรับ
ก็เผยให้เห็นถึงพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงการเผชิญหน้า
กับสิ่งมีชีวิตต่างดาว โดยพวกเขาทุกคนจะเล่าว่าเห็น
นกฮูกสีขาวอยู่ภายนอกหน้าต่าง พวกเขาตื่นขึ้นมา
แต่ไม่สามารถขยับตัวเหมือนร่างกายเป็นอัมพาต
จากนั้นพวกเขาได้ยินเสียงที่น่าสะพรึงกลัวจากสิ่งมีชีวิต
ที่อยู่ด้านนอกประตู ก่อนที่ผู้บุกรุกจะเข้ามาดึงร่างออกไปจากห้อง
ซึ่งหลังจากนั้นความทรงจำของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นสีดำมืด
เมื่อจิตแพทย์สาวคนนั้นสำรวจลงไปในเรื่องเหตุการณ์พิศวง
เธอค้นพบถึงประวัติศาสตร์การหายตัวไปของผู้คนในระแวกนี้
รวมถึงกิจกรรมที่แปลกประหลาดของคนที่อ้างว่าเคยถูกลักพาตัวไป
ซึ่งย้อนกลับใปตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 60 โดยยิ่งขุดลงไปถึงต้นตอ
มากเท่าไร ก็ทำให้เธอยิ่งเชื่อในเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ เรื่องราวจากปากคำ
ของเหยื่อไม่ใช่ความทรงจำที่ถูกแต่งขึ้น หากแต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ
ที่บอกได้ถึงการถูกลักพาตัวไปโดยมนุษย์ต่างดาว

ระดับแรก “การเห็น”
เหตุการณ์การเห็นวัตถุลึกลับเกิดขึ้นในรัฐอลาสก้าหลายครั้ง
เช่นในเดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ 1965 เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศ
และลูกเรือสหรัฐ ได้เดินทางจากท่าอากาศยานในอลาสก้า
ไปยังประเทศญี่ปุ่น ทันใดนั้นเรดาร์พวกเขาก็จับสัญญาณ
ของสิ่งแปลกปลอมขนาดมหึมาได้สามลำที่ว่ากันว่าเตือยูเอฟโอ
โดยพวกมันได้บินผ่านเครื่องบินเจ็ต F-169 ผ่านน่านน้ำแปซิฟิก
และหายไปด้วยความเร็วที่มากกว่า 1500 ไมล์ ต่อชั่วโมง
ในปีค.ศ. 1972 พันเอกพิเศษแห่งของกองทัพอากาศสหรัฐ
เวนเดลล์ ซี สตีเว่นส์ ได้ให้ปากคำถึงภาพฟุตเตจของยูเอฟโอ
เหนือน่านฟ้าอลาสก้าที่ถูกบันทึกเอาไว้ และการหายตัวไป
อย่างลึกลับของสมาชิกวุฒิสภา นิค เบจิส ที่เขาเล่าว่าเป็น
การแทรกแซงของสิ่งมีชีวิตนอกโลก เดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ. 1986
เครื่องบินเดินทางออกจากชายแห่งของเมืองแองเคอเรจ
โดยมีกัปตันเคนจู เทราอุชิ และลูกเรือของแจแปน
แอร์ไลน์ เที่ยวบิน 1628 ได้บอกเป็นเสียงเดียวกันถึงยานบิน
ไม่ระบุสัญชาติ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบินพาณิชย์ถึงสองเท่า
โดยคำให้การของพวกเขาก็ยังได้รับการสนับสนุนจากสัญญาณเรดาร์
เหตุการณ์ที่น่าสนใจอีกเหตุการณ์หนึ่ง และเป็นประสบการณ์ของ
จอห์น คาลาแฮน อดีตหัวหน้าฝ่ายสืบสวนอุบัติเหตุ สหพันธ์บริหารการบิน
นั่นคือเหตุการณ์เครื่องบินโดยสาร 747 ของสายการบินเจแปน แอไลน์
ถูกยานต่างดาวบินติดตามเหนืออาลาสก้า ถึง 31 นาที โดยกัปตัน
ได้บรรยายว่ามันมีลักษณะเหมือนลูกบอล ที่มีแสงรอบๆ
และมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบิน 747 ราว 4 เท่า โดย คาลาแฮน
ยังบอกว่าเรดาห์จับภาพมันได้อีกด้วย

ระดับสอง “การค้นพบ”
หลักฐานของสิ่งมีชีวิตนอกโลกมีมาตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย
ซึ่งถูกจารึกอยู่ในแผ่นดินช่วงยุคสมัยของชาวสุเมเรียน
(ประมาณ 3500 ปีก่อนคริสตกาล) โดยคำว่า Anunnaki
(อ่านว่า AN.AN.NA.KI) ซึ่งเป็นภาษาสุเมเรียน แปลว่า
พระเจ้าผู้ลงมาจากเบื้องบน Annunaki คือเหล่าเทพเจ้า
ของชาวสุเมเรียนโบราณ ชนชาติที่เจริญแล้วซึ่งอารยธรรม
อย่างน่าพิศวง ต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมทั้งปวงของมนุษยชาติ
และมีอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีที่มาที่ไป
ไม่มีใครบอกได้ว่าชาวสุเมเรียนโบราณเอาวิทยาการและ
เทคโนโลยีเหล่านั้นมาจากไหน ยกเว้นแต่จารึกโบราณ
ของพวกเขาที่ระบุเอาไว้ว่า “มาจากพระเจ้า” หรือ Anunnaki
คำตอบมีอยู่ในจารึก “คิวนิฟอร์ม” ของชาวสุเมเรียน
ก็คือพระเจ้าของพวกเขาเดินทางมาจากดาวเคราะห์ดวงที่สิบสอง
ของระบบสุริยะ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Planet X ชาวสุเมเรียน
เรียกดาวเคราะห์ดวงนั้นว่า Nibiru เป็นน่าพิศวงที่คนโบราณ
เมื่อเกือบหมื่นปีก่อนรู้จักดาวเคราะห์ที่พวกเราไม่รู้จัก
แต่คนโบราณเมื่อหมื่นกว่าปีก่อนกลับรู้จักดาวเคราะห์ทุกดวง
ในระบบสุริยะ แถมคำนวณวงโคจรของมันได้ถูกต้องเสียอีก
แถมพวกเขายังรู้จักกำเนิดของโลก อุบัติการการเฉี่ยวชน
ระหว่างดาวเคราะห์ชื่อ TIAMAT กับ MARDUK/NIBIRU
จนก่อให้เกิดโลกของเราในปัจจุบันขึ้น สามารถอธิบาย
ต้นกำเนิดของ Asteroid Belt ที่กั้นระหว่างดาวเคราะห์ชั้นในกับ
ชั้นนอกของระบบสุริยะได้อย่างน่าพิศวงที่สุด และทั้งหมดนี้
พวกเขาได้รับความรู้มาจาก Anunnaki หรือ “พระเจ้าจากอวกาศ”

ระดับสาม “การติดต่อ”
บรรดาผู้ที่สนใจหรือฝักใฝ่ในเรื่องยูเอฟโอต่างเชื่อมั่นว่า
มียานอวกาศลึกลับบินมาตกในบริเวณป่าใกล้กับเมืองเคกส์เบิร์ก
(Kecksburg) รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1969
ประจักษ์พยานนับพันคนทั้งในรัฐเพนซิลเวเนียและรัฐใกล้เคียง เช่น
มิชิแกน, โอไฮโอ หรือออนทรีโอในแคนาดา ต่างก็เห็นกับตาว่า
มีวัตถุสุกสว่างขนาดใหญ่บินผ่านท้องฟ้าเหนือบริเวณที่พวกเขาอยู่
และไปตกพร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่นทางตะวันตกของรัฐเพนซิลเวเนีย
หลังจากนั้นกองทัพสหรัฐฯ ก็ระดมกำลังตรวจสอบพื้นที่บริเวณนั้น
และปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้ที่เกิดเหตุ แต่หลังจากค้นหากันอยู่นาน
นายทหารที่ร่วมค้นหาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของนาซาก็ออกมาบอกว่า
ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้นในบริเวณดังกล่าว พร้อมกับมีรายงาน
ออกมาว่าเป็นเพียงแค่สะเก็ดดาวตกลงมาเท่านั้น
อย่างไรก็ดี มีพยานในที่เกิดเหตุหลายคนยืนยันหนักแน่นว่า
พวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่นำรถบรรทุกมาขนวัตถุขนาดใหญ่พอๆ
กับรถเต่า (โฟล์คสวาเกน) และมีลักษณะคล้ายกับผลต้นโอ๊ก
ออกจากบริเวณที่เกิดเหตุในค่ำคืนวันนั้น โดยสิบเอก คลิฟฟอร์ด สโตน
อดีตทหารบกกองทัพสหรัฐ เป็นอีกคนหนึ่งที่บอกว่า เขาเกี่ยวข้อง
กับเหตุการณ์ยานต่างดาวตกที่เพนซิลเวเนียในครั้งนั้น
และยังมีมนุษย์ต่างดาวที่รอดชีวิตอยู่ด้วย แต่รัฐบาลก็ตัดสินใจปกปิดเรื่องนี้
โดย สโตน ยังบอกว่าเผ่าพันธ์ มนุษย์ต่างดาวมีถึง 57 สปีซี่ และหลายสปีซี่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์
กรณีนี้คล้ายกับการพบซากยูเอฟโอ และมนุษย์ต่างดาวอันโด่งดัง
ในเมืองรอสเวลล์เมื่อเดือน ก.ค. ปี 2490 จึงมีการเรียกชื่อเหตุการณ์
ยูเอฟโอตกในรัฐเพนซิลเวเนียครั้งนั้นว่า
“เหตุการณ์รอสเวลล์ที่เพนซิลเวเนียส์” (Pennsylvania’s Roswell)

ระดับสี่ “การลักพาตัว”
การลักพาตัว เบตตี้ และ บาร์นีย์ ฮิลส์ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึก
เกี่ยวกับการถูกลักพาตัวไปโดยมนุษย์ต่างดาว โดยเรื่องเกิดขึ้น
เมื่อ 19 กันยายน 1961 ขณะที่ เบตตี้ และ บาร์นีย์ สองสามีภรรยา
ขับรถผ่านแดนทะเลทรายของรัฐนิวแฮมเชียร์ จู่ๆก็มียานอวกาศ
ลึกลับแล่นขวางหน้า และบังคับให้สองสามีภรรยาคู่นี้หยุดรถ
สิ่งมีชีวิตในยานนั้นมีอยู่ 5 คน (ตัว) สูง 5 ฟุต ตาโต ไม่มีจมูก
และผิวหนังสีเทา เมื่อคนพวกนี้มาใกล้ สองสามีภรรยาก็รู้สึก
เหมือนสะกดจิต ทั้งคู่ถูกนำตัวเข้าไปในยานและถูกตรวจสอบทางกายภาพ
มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นสอบถามสองสามีภรรยาโดยใช้พลังจิต
แต่เมื่อเขาพูดกันเองก็พูดด้วยภาษาแปลกประหลาด
คนทั้งสองเปิดเผยภายใต้สภาวะสะกดจิตเหมือนๆ กันว่า
รู้สึกกลัวจับใจเมื่อได้เห็นสิ่งที่เชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว
มุ่งหน้าเข้ามาหา แต่ไม่สามารถขยับเนื้อขยับตัวเพื่อหลบหนี
จากที่เกิดเหตุได้ บรรดาคนที่เผชิญหน้ากับเหตุการณ์
ประหลาดเหล่านี้บอกว่า ถ้าไม่รู้สึกหมดเรี่ยวแรงก็จะรู้สึก
เหมือนเป็นอัมพาตชั่วคราวไปทั้งตัว ไม่มีปัญญาแม้แต่จะขยับแขนขยับขา
นอกเหนือจากสภาพหมดปัญญาจะหลบหนีแล้ว
เหยื่อยังอาจถูกบังคับให้ทำอย่างหนึ่งอย่างใดด้วย เช่น
กรณีของ บาร์นีย์ ที่บอกว่าเขารู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ก้าวลงจากรถ
และทันทีที่เท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้น สิ่งมีชีวิตประหลาด 2 ราย
ก็ตรงเข้ามาขนาบข้าง ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกผ่อนคลายไปทั่วร่างทั้งๆ
ที่ในใจยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอยู่เต็มเปี่ยม
เบตตี้ ฮิลล์ บอกว่า ผู้ที่จับตัวเธอมาเก็บตัวอย่างผิวหนังจากต้นแขน
เก็บผม ขี้หู และตัดเล็บไปทดสอบ และถูกตรวจสอบภายในร่างกาย
ด้วยเครื่องมือที่เหมือนเป็นท่อหรือสายไฟ ส่วนปลายเป็นเข็มยาว
สอดเข้าไปในช่องคลอด ซึ่ง เบตตี้ ฮิลล์ ได้รับคำบอกจากผู้
ที่ลักพาตัวเธอว่าเป็นการ “ทดสอบความสามารถในการตั้งครรภ์” นั่นเอง
จากนั้นทั้ง เบตตี้ และ บาร์นีย์ ก็ถูกลบความทรงจำ
และถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งภายหลังสองสามีภรรยาคู่นี้ถูกสะกดจิต
ทั้งคู่ก็เล่าเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด จนเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก
และได้ออกโทรทัศน์รายการพิเศษในปี 1975